Aseansummit
หน้าหลัก arrow FAQs arrow Mambo and Security arrow ข่าวสารล่าสุด arrow ศก.ไทยวิกฤติสุดในเอเชีย
เมนูหลัก
หน้าแรก
ผู้บังคับบัญชาของ สตช.
ผู้บังคับบัญชาของตำรวจภูธรภาค 7
10 ชาติอาเซียน
10 ประเทศอาเซียน
ข่าวทันเหตุการณ์
ASEANSUMMIT 14th
แจ้งข้อมูลข่าวสารทางราชการ
มุมนักข่าว
อาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14
สถานีวิทยุออนไลน์ ภ.7
ศก.ไทยวิกฤติสุดในเอเชีย PDF พิมพ์ อีเมล


ชีวิตคนไทย : สำนักข่าวเอพี ตีพิมพ์ภาพคนตกงานในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ได้ยึดเอาสวนสาธารณะเป็นสถานที่หลับนอน ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจและความวุ่นวายการเมืองกำลังรุมเร้าประเทศไทย โดยล่าสุด มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่าวิกฤติของเศรษฐกิจไทยรุนแรงที่สุดในเอเชีย

พิษการเมืองไม่นิ่ง "อภิสิทธิ์-กรณ์"โต้ เอาตัวเลขไหนมาวัด
                        หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ออกมา เปิดเผยภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาสที่ 4 ปี 2551 (ตุลาคม-ธันวาคม 2551) ติดลบ 4.3% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากที่วิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงกว่าที่คาด ขณะที่การส่งออกในเดือนมกราคม 52 ที่มูลค่าติดลบสูงถึง 26.5% และปัจจัยอื่นๆ คาดว่าจะทำให้ปี 2552 จีดีพี ติดลบ 1% หรืออย่างน้อย0% คือไม่ขยายตัว

"มูดี้ส์"ชี้ศก.ไทยส่อวิกฤติสุดในเอเชีย
                        ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ บริษัทมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้ระบุ ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มส่อเค้าย่ำแย่หนัก โดยเฉพาะที่สศช. เปิดเผยจีดีพีไตรมาส4 ของปี 51ติดลบหนัก4.3% ขณะที่ผลผลิตก็หดตัวมากเกิดคาดถึง 22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ว่าไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกรุนแรงที่สุดในเอเชีย

ต่างชาติเมินลงทุน-การเมืองไม่นิ่ง
                        แผนกวิจัยเศรษฐกิจ การเงิน และอุตสาหกรรม ของ มูดี้ส์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจไทยดำดิ่งในไตรมาส4 ของปี 51 ประกอบด้วยผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมลดลงจากยอกสั่งซื้อลดลง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกของไทยทรุดลงอย่างฮวบฮาบ ขณะเดียวกันสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง โดยเฉพาะที่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้บุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองในกรุงเทพฯ ได้สร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้มหาศาล และประชาชนก็ลดการใช้จ่าย และธุรกิจต่างๆลดการลงทุน นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติลังเลไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศด้วย

"มาร์ค"สวนเอาตัวเลขไหนมาวัด
                        ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่ มูดี้ส์ ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในปีนี้จะแย่ที่สุดในเอเชียว่า เขาใช้อะไรวัด วัดอย่างไร เพราะเท่าที่ตนดูจากตัวเลขต่างๆ ไม่เห็นว่าจุดไหนจะมีปัญหาเป็นพิเศษ เพราะบางเรื่องค่อนข้างใกล้เคียงกับที่อื่น แต่บางเรื่องน้อยกว่าที่อื่นด้วยซ้ำ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมายกับภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นที่แบบนี้
                        "มีบางสำนักก็บอกว่าประเทศไทยจะดีกว่าที่อื่น เพราะตัวเลขจีดีพี ติดลบร้อยละ 4.3 ก็เป็นตัวเลขของปีที่แล้ว ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้อาจจะแรงกว่านิดหน่อย ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์ที่ผมทราบมาโดยตลอด แต่ตั้งใจว่าไตรมาสที่สองของปีนี้อัตราที่ติดลบจะต้องลดลงและพลิกกลับมาให้เป็นบวกให้ได้ ก่อนสิ้นปีจีดีพีจะต้องเป็นบวก โดยอาจจะต้องมีการเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่ง สศช.จะมีการประเมินต่อไป "

หวังที่ประชุมอาเซียนช่วยฟื้นศก.
                        นายกฯ กล่าวและว่า ที่ประชุมครม.ได้รับทราบตัวเลขที่สศช. นำมารายงาน ซึ่งตัวเลขก็คงใกล้เคียงกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ประเมินมาว่า ภายในปีนี้จีดีพีของไทยจะเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 0 ทั้งนี้ เชื่อว่าการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยดีขึ้น เพราะนอกจากการประชุมครั้งนี้แล้วยังมีอาเซียน+3 อาเซียน+6 และการประชุมระดับผู้นำอาเซียนอีกรอบช่วงเดือนตุลาคมด้วย
"กรณ์"เมินยันฐานศก.ไทยยังแข็ง
                        นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องมูดี้ส์ประเมินเศรษฐกิจไทยแย่ที่สุดในเอเชีย จึงไม่อยากวิจารณ์ แต่มั่นใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีจุดแข็งในระดับหนึ่ง ขณะที่รัฐบาลก็มีบทบาทในการออกนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้จุดอ่อนของเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนจีดีพีในไตรมาส4 ปี51 ติดลบ4.3% นั้นถือว่าไม่ได้ทรุดกว่าที่คาดเอาไว้ แต่เป็นไปตามคาดการณ์อยู่แล้ว ขณะที่รัฐก็พยายามดำเนินการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะกลาง - ยาว อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเดินหน้ามาตรการใหม่ๆ ที่เตรียมไว้ให้ได้ตามเป้า และยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรัด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง - ยาว ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนด

ยันสถาบันการเงินแกร่งสุดในโลก
                        นายกรณ์ ยังกล่าวถึงปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินของไทยอย่างแน่นอน ทั้งในส่วนที่สถาบันการเงินของไทยที่มีต่างชาติถือหุ้นอยู่ หรือสถาบันการเงินไทยที่เปิดสาขาในต่างประเทศหรือลงทุนในสถาบันการเงินต่างประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าขณะนี้สถาบันการเงินของไทยมีความมั่นคงมากที่สุดในโลก ทั้งนี้พิจารณาจากสัดส่วนธนาคารพาณิชย์ไทยโดยรวม และเกณฑ์การถือหุ้น ยังมีความแข็งแกร่ง ยังมีสภาพคล่องส่วนเกินอีกกว่า 12% สัดส่วนเงินฝากส่วนใหญ่ยังเป็นของคนไทย

ยันไทยยังไม่ถูดลดเครดิต
                        นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า สบน.ได้สอบถามมูดี้ส์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งได้รับการแจงว่า เป็นการวิเคราะห์ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ สศช. แถลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่มูดี้ส์ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับอันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) ของไทย ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับเทียบเท่า BBB+ Negative Outlook และยังคงประมาณการอัตราเติบโตปีนี้ที่ 0.5% โดยมูดี้ส์ ยืนยันว่าสถานะของไทยขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องลดประมาณการเติบโตทางเศณษบกิจและอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะเชื่อว่าไทยยังพอรับมือเศรษฐกิจในขณะนี้ได้ เพราะการเมืองยังนิ่ง แม้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองบ้างแต่ไม่น่ามีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามจะมีการพิจารณาการจัดอับดับเครดิตในเดือนมีนาคมนี้

คลังเตรียมลดจีดีพีตามสภาพัฒน์
                        นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ไม่รู้ว่ามูส์ดี้หยิบสมมุติฐานส่วนไหนมาประเมิน เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีส่วนดีที่มูส์ดี้ไม่ได้หยิบมาประเมิน คือ ระบบสถาบันการเงินซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก ในปี 2551 มีกำไรสุทธิถึง 9.9 หมื่นล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล 5% และเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS อยู่ที่ 15% ซึ่งถือว่าสูงมาก สะท้อนว่าไทยไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเงินของโลก ส่วนปัญหาด้านการเมือง ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหา แต่ขณะนี้ยังไม่น่าห่วง จึงเชื่อว่านักลงทุนจะเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่น่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น
                        อย่างไรก็ตามนายสมชัย กล่าวว่า สศค.เตรียมปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจใหม่ในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากที่สศช.คาดการณ์ว่าจีดีพีทั้งปี 52 จะขยายตัวในอัตราติดลบ 1% หรือ 0% ซึ่ง สศค.จะต้องทบทวนปัจจัยที่มีผลกระทบต่อจีดีพีใหม่ โดยเฉพาะภาคการส่งออกเดือนมกราคมที่ติดลบถึง26.5% และถ้ามีแนวโน้มติดลบถึงกลางปี สศค.ก็จะปรับลดประมาณการจีดีพี จากที่ประมาณการว่าจะขยายตัวในอัตรา 0-2%

ไตรมาสแรกขาดดุลคลัง1.2แสนล.
                        นายสมชัย กล่าวว่า ฐานะการคลังในไตรมาสแรก ของปีงบประมาณ 52 (ตุลาคม - ธันวาคม 2551) ภาครัฐบาลอัดฉีดเงินสุทธิเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือขาดดุลการคลังทั้งสิ้น 124,800 ล้านบาท คิดเป็น 1.3% ของจีดีพี ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ก่อน 55,415 ล้านบาท โดยรัฐบาลมีรายได้ 419,873 ล้านบาทลดลงเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีที่แล้ว 13.1% โดยเป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีหลักและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจลดลง ขณะที่การคืนภาษีของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)เก็บรายได้ลดลง
                        นายสมชัย กล่าวว่า ผลจากการที่ภาครัฐมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ส่งผลให้ขาดดุลการคลังจำนวน 124,800 ล้าน ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีที่แล้วที่ขาดดุลจำนวน 69,386 ล้านบาท ซึ่งเป็นดุลการคลังที่สะท้อนถึงนโยบายการคลังในการพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหากไม่รวมรายได้และรายจ่ายดอกเบี้ย และการชำระคืนต้นเงินกู้ ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2552 ขาดดุลทั้งสิ้น 92,471 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่แล้วขาดดุล 38,086 ล้านบาท

เลิกจ้างพุ่ง2เดือน1.7หมื่นคน
                        ขณะที่สถานการณ์การว่างงานจากพิษเศรษฐกิจยังคงพุ่งขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยนางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลิกจ้างล่าสุดว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-20 กุมภาพันธ์ 52 มีสถานประกอบการเลิกจ้างไปแล้ว 163 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 17,474 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมที่มีสถานประกอบการเลิกจ้างเพียง 94 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 8,357 คน นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มสถานประกอบการจะเลิกจ้างอีก 281 แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 132,130 คน โดยในจำนวนนี้มีมากถึง 62,856 คน ที่ถูกลดวันทำงาน หรือลดโอที
                        นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า นิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิกทั่วประเทศในเดือนมกราคม 52 มีจำนวน 1,307 ราย เพิ่มขึ้น0.31% จากปีก่อน แบ่งเป็นกรุงเทพฯ จำนวน 459 ราย ภูมิภาค 848 ราย โดยมีเงินทุนจดทะเบียน 3,373.67 ล้านบาท ประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รับเหมาก่อสร้าง จำนวน 169 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 45 ราย บริการด้านธุรกิจอื่น ๆ จำนวน 43 ราย

เตือนรัฐอย่าทุ่มประชานิยมสร้างหนี้
                        วันเดียวยกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวตอนหนึ่งระหว่างปาฐกฐาเรื่อง "การเมืองไทยในปัจจุบัน" ในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี ครั้งที่ 20 ประจำปี 2552 ว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพราะการไม่ยอมรับในการเข้าสู่อำนาจของนายกรัฐมนตรีของอีกฝ่าย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือนักการเมืองจะแข่งกันลดแลกแจกแถม ทำนโยบายประชานิยมแบบฉาบฉวย ซึ่งทำได้ระยะสั้นและเห็นผลเร็ว โดยไม่คำนึงว่าจะหารายได้มาจากไหน ซึ่งเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ ผลักภาระหนี้ให้คนในอนาคตเป็นรับผิดชอบ ซึ่งจะสร้างผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐในระยะยาว เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยมมาก่อน และเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ซึ่งประเทศไทยกำลังดำเนินไปตามนั้น
                        นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ทางออกประเทศไทยต้องดูสถานการณ์ที่สัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และควรมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยไม่พึ่งประชานิยมหรือนักการเมือง

หุ้นดิ่งไม่มั่นใจแผนกู้วิกฤติมะกัน
                        สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกพากันร่วงลงต่ำสุดครั้งใหม่ในรอบหลายปีเมื่อวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า เปิดเผยรายละเอียดของแผนใหม่สำหรับสถาบันการเงินที่กำลังมีปัญหา ว่า ภายใต้แผนการใหม่ๆนี้ รัฐบาลอาจถือหุ้นเพิ่มมากขึ้น แต่จะพยายามหลีกเลี่ยงการแปรรูปธนาคารต่างๆให้เป็นของรัฐ โดยจะยังปล่อยให้อยู่ในมือภาคเอกชน จึงไม่อาจช่วยลดความวิตกเรื่องเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะข้อมูลยังไม่ชัดเจน
                        จากความไม่มั่นใจแผนกอบกู้ภาคการธนาคารของสหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 3.41 จุด ไปปิดที่ 7,114.78 สร้างสถิติต่ำสุดครั้งใหม่นับจากเดือนพฤษภาคม ปี 2540 ขณะที่ดัชนีเอส&พี 500 ร่วงลง 3.47 จุด ปิดที่ 743.33 ต่ำสุดนับจากเดือนเมษายน 2540
                        ดัชนี DAX ที่นครแฟรงค์เฟิร์ตปิดตลาดต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยร่วงลง 1.95 จุดไปปิดที่3,936.45 จุด หรือต่ำกว่า 4,000 จุดเป็นครั้งแรกนับจากตุลาคมปี 2547 ขณะที่ดัชนี FTSE 100 ของกรุงลอนดอน ร่วงลง 0.99 จุด ลงไปปิดที่ 3,850.73 จุด และดัชนีCAC 40 ที่กรุงปารีส ร่วงลง 0.82 จุด ปิดที่ 2,727.87 จุด ส่วนตลาดหุ้นในโตเกียวร่วงลงเกือบต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือนเพราะปัญหากดดันในภาคการเงินเช่นกัน

จาก http://www.naewna.com/news.asp?ID=149909

22 ต.ค. 2018 20:49น.

Aseansummit, Powered by Joomla!; free resources by SG web hosting