Aseansummit
หน้าหลัก arrow ข่าวทันเหตุการณ์ arrow ข่าวสารล่าสุด arrow พท.เสียงแตก ชงชะลอ"นิรโทษ"
เมนูหลัก
หน้าแรก
ผู้บังคับบัญชาของ สตช.
ผู้บังคับบัญชาของตำรวจภูธรภาค 7
10 ชาติอาเซียน
10 ประเทศอาเซียน
ข่าวทันเหตุการณ์
ASEANSUMMIT 14th
แจ้งข้อมูลข่าวสารทางราชการ
มุมนักข่าว
อาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14
สถานีวิทยุออนไลน์ ภ.7
พท.เสียงแตก ชงชะลอ"นิรโทษ" PDF พิมพ์ อีเมล

มาร์คยัน! พรรคร่วม สัมพันธ์ปึ้ก
                มาร์คชี้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อ้างผู้มีส่วนได้เสียเสนอแก้จะขัดแย้งขึ้นอีก ถาวรร่วมด้วยนักการเมืองโต้โผแก้คนรับไม่ได้แน่ "ศุภชัย โพธิ์สุ" ภูมิใจไทยแนะชะลอยื่นนิรโทษ ด้านไพจิต"เพื่อไทย"ก็เห็นว่าควรรอเวลา ชี้รีบยื่นอาจโดนรัฐบาลแกล้งตีตกสภา "สามารถ แก้วมีชัย" เชื่อยื่นเข้าไปก็โดนดอง รองปธ.สภาก่นรธน.50 เปิดช่องส.ส.เปิดท้ายขายตัว ผู้ว่าฯอุดรขอบคุณ"เหลือง-แดง"ชุมนุมโดยสงบ มาร์คเมินแม้วโฟนอิน ลั่นไม่กลัวเสื้อแดงล้อมทำเนียบ เทพไทเย้ยแม้วไม่กลับเพราะกลัวติดคุก อภิวันท์เตือนกองทัพแนวคิดล้างสมองเสื้อแดงผิดพลาด ดีเอสไอแจงเหตุทำคดี 250 ล้าน เพราะได้รับร้องเรียนตั้งพ.ค.ปีก่อน ไม่อิง การ เมืองข้างไหน

มาร์คจ้อทีวีลุยแก้ปัญหา

                วันที่ 15 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เอ็นบีที ยืนยันเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา หลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง ว่า อนุมัติงบช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินไปแล้วกว่า 600 ล้านบาท พร้อมจะเจรจาชะลอหรือหยุดยั้งกระบวนการดำเนินคดี นำหนี้สินมาฟื้นฟู ส่วนเรื่องการจัดสรรที่ดินยังดำเนินการต่อเนื่อง ด้านกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้สั่งให้ส่งตัวเลขสถาน การณ์แรงงานทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูแนวโน้มการเลิกจ้าง เตรียมหาข้อยุตินโยบายเรียนฟรี 15 ปี ยืนยันว่าทันการเปิดเทอมเดือนพ.ค.นี้ และภายในเดือนนี้จะเร่งทำฐานข้อมูลผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ไม่มีหลักประกันรายได้ สามารถลงทะเบียนได้ คาดว่าในเดือนเม.ย. พร้อมจ่ายเบี้ยยังชีพ 500 บาท อนาคตอาจเพิ่มได้อีก
                นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ประจำ 2,000 บาท ในส่วนของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะใช้วิธีการจ่ายพร้อมไปกับเงินเดือน ส่วนประกันสังคมกำลังพิจารณาว่าจะช่วยเหลือเพิ่มเติมได้หรือไม่ เพราะเริ่มมีเอกชนสนใจช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วย ส่วนมาตรการทางเศรษฐกิจหรือความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ในวันที่ 21 ก.พ. รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอาเซียน บวก 3 จะมาประชุมกันที่ภูเก็ต เพื่อพิจารณามาตรการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจร่วมกัน เสนอต่อการประชุมผู้นำอาเซียนปลายเดือนนี้ นอกจากนี้ยังเริ่มให้นโยบายและหลักคิดการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 แล้ว โดยวางแนวทางให้ไทยเป็นศูนย์กลางเรื่องอาหารและภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้านปัญหาการศึกษาจะทบทวนระบบการสอบแอดมิชชั่นครั้งใหญ่กลางปีนี้ เพื่อวางแนวทางไว้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า งานทั้งหมดต้องอยู่ในบรรยากาศของบ้านเมืองที่สงบเรียบร้อย เชิญทุกฝ่ายร่วมปฏิรูปการเมือง สำหรับร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติได้ปรึกษาฝ่ายค้าน หากเห็นด้วยจะประกาศร่วมกันแล้วเชิญทุกภาคส่วนเข้ามา

ยันเดินตามกรอบปฏิรูปการเมือง

                นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีที่จะหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลในที่ประชุมครม. กรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ หรือพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เข้าสู่สภาในสัปดาห์หน้า ว่า หากพรรคร่วมรัฐบาลมีประเด็นที่ติดใจอยากจะสอบถาม เพราะในที่ประชุม ครม.ทุกสัปดาห์จะหารือถึงวาระการประชุมสภาและกฎหมายต่างๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีอะไรติดใจรัฐบาลก็ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องการปฏิรูปการเมือง
                ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยอมตามที่พรรคร่วมเสนอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีประเด็นว่าจะยอมหรือไม่ยอม เพราะนโยบายรัฐบาลคือไปทำในกรอบการปฏิรูปการเมือง เพราะหากมองว่าผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้นำเสนอจะเกิดความขัดแย้งขึ้นมา ต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองสามารถเดินหน้าไปได้ และเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชา ชนได้ 
                เมื่อถามว่ามั่นใจในสายสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มั่นใจเพราะตอนที่ไปทาบทามในการจัดตั้งรัฐบาลได้ทำความเข้าใจที่ตรงกันว่าภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องไม่ให้บ้านเมืองกลับไปสู่ความขัดแย้ง ไร้ระเบียบ เมื่อถามว่า ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบต่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มาก เกรงจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แต่ละพรรค และส.ส.แต่ละคนมีสิทธิเสนอกฎหมาย การตัดสินใจเป็นของสภา ซึ่งในระบบสภานั้นรัฐบาลมีเสียงข้างมาก และมีระบบคณะกรรมการประสานงาน หรือวิปอยู่ เพียงต้องดูแลการทำงานในสภาให้เดินหน้าสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภานั่นเอง ซึ่งรัฐบาลนี้แถลงต่อสภาเรื่อง ปฏิรูปการเมือง และไม่สร้างความขัดแย้ง

ชี้ กม.นิรโทษไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

                ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่ากฎหมายนี้สามารถเข้าสภาทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นกฎหมายเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาในสมัยประชุมนี้ เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะเป็นประเด็นปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่กังวลเรื่องแบบนี้ เพราะถือว่าภาระหน้าที่ที่ต้องกังวลมากกว่าคือปัญหาของประชาชน ซึ่งที่ห่วงมากที่สุดตอนนี้คือ ปัญหาการว่างงาน การประคับประคองเศรษฐกิจ แต่เรื่องอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมากังวล และรัฐบาลต้องสนใจปัญหาของคนทั้งประเทศ และคนส่วนใหญ่ก่อน
                เมื่อถามว่า แต่ถ้าสุดท้ายแล้วนำไปสู่ปัญหาจริงๆ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อย่าคาดคะเน ยังมั่นใจว่าขณะนี้การทำงานอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ดี และทุกคนน่าจะรับรู้ถึงความต้องการของประชาชนร่วมกันว่าเรื่องใดมีความสำคัญก่อนหลังอย่างไร และที่มั่นใจเพราะไม่เชื่อว่ามีใครในรัฐบาลอยากเห็นบ้านเมืองย้อนกลับไปเป็นเหมือนปีที่แล้ว
                ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ กล่าวในรายการว่าหากทำงานต่อไปไม่ได้จะเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แน่นอน เรื่องนี้เป็นปกติธรรมดาของนักการเมืองระบอบประชาธิปไตยจริงๆ แต่วันนี้ยังมั่นใจว่าแนวทางที่ทำมานั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาในขณะนี้ได้ และประคับประคองให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้


ปัดไม่ได้คุยพีระพันธุ์คดี
250 ล้าน
                นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่เรื่องเงินบริจาค 250 ล้านบาทถูกส่งให้ดีเอสไอสอบสวนเป็นคดีพิเศษ ว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์เตรียมการไว้ว่าหากมีสิ่งใดที่ต้องปฏิบัติ หรือไปชี้แจงอย่างไรก็ต้องไปทำ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เมื่อถามว่า ได้หารือกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม หรือไม่ ว่าเหตุใดจึงดึงเรื่องดังกล่าวไปสอบสวนเป็นคดีพิเศษ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้คุย แต่เรื่องคดีต่างๆ ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง และหน่วยงานที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องเดินหน้าไป และรัฐมนตรีก็ไม่ควรเข้าไปแทรกแซง
                เมื่อถามถึงกรณีที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ามีข้อมูลว่าอดีตนักการเมืองผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่แล้วเรียกอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไปพบ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของพรรค เอาไว้ไปถามในที่ประชุมพรรควันอังคาร

ลั่นไม่กลัวเสื้อแดงล้อมทำเนียบ

                นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นปช.จะนำม็อบเสื้อแดงมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 24 ก.พ.นี้ เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 4 ข้อจากรัฐบาล ว่า มาชุมนุมตามกฎหมายได้ ไม่ว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อ หากอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายสามารถทำได้ เมื่อถามถึงการชุมนุมที่ใกล้วันประชุมสุด ยอดอาเซียน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คาดการณ์ไว้แล้ว ผู้ที่ทำงานส่วนนี้ได้เตรียมการแล้ว และจะพยายามทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป ขอยืนยันว่าบรรยากาศของบ้านเมืองในขณะนี้ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างก้าวหน้าไปมาก ความสำคัญที่เราต้องยืนยันความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ และในฐานะเป็นประธานอาเซียน อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงการที่จะมีผลสำคัญต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาของประชาชนต่อไป เข้าใจดีว่าคนที่มีความเห็นแตกต่างอยากแสดงความคิดเห็น หรืออยากเรียกร้อง แต่ขออย่าให้กระทบผลประโยชน์ประเทศชาติโดยส่วนรวม
                ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังโฟนอินเข้ามาให้กำลังใจคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ยิ้มและกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "มีคำถามอื่นหรือไม่ครับ" เมื่อถามย้ำว่า แม้ว่านายกฯพยายามหลีกเลี่ยงการตอบโต้พ.ต.ท. ทักษิณ แต่คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ก็มันไม่มีอะไรใหม่เลยครับ"

เมินแม้วโฟนอิน

                เมื่อถามว่า ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณส่งสัญญาณมาว่าไม่ยอมแพ้ ยอมตาย จะยิ่งเพิ่มความร้อนแรงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หน้าที่รัฐบาลคือแก้ปัญหาให้กับคนทั้งประเทศ จึงสนใจเฉพาะตรงนี้
                ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าไม่กังวลว่าเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินนี้จะไม่กระทบต่อการทำงานของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เลย เพราะรัฐบาลต้องรักษากฎหมาย ก็ทำงานตามปกติ และให้ความใส่ใจกับปัญหาของประชาชนเป็นหลัก และเดินหน้าทำงานต่อไป ส่วนใครจะมีปัญหาของตัวเองอย่างไรก็มีสิทธิที่จะพูดได้ แต่ไม่ใช่งานของรัฐบาล รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับคนทั้งประเทศ แต่จะไปกล่าวหาใคร พาดพิงใครก็ชี้แจงกันไป รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง รัฐบาลชี้แจงเฉพาะงานของรัฐบาล เช่นเรื่องเศรษฐกิจ
                เมื่อถามว่า แต่พ.ต.ท.ทักษิณมักจะพูดย้ำว่ารัฐบาลนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ จะกระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ความจริงคือความจริง รัฐบาลมีมาตรการ และประชาชนเข้าใจดีว่าสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตอนนี้เป็นอย่างไร เชื่อมั่นในวิจารณญาณของพี่น้องประชาชนว่าแยกแยะได้
                เมื่อถามว่าได้ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงคอยติดตามความเคลื่อนไหวพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขามีหน้าที่ติดตามอยู่แล้ว ใครทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินการ ใครไม่ทำผิดกฎหมายก็มีสิทธิทำในสิ่งที่เขาทำ

โฆษก"มาร์ค"บี้ทักษิณกลัวติดคุก

                ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ให้ความสำคัญ ตนในฐานะโฆษกพรรคส่วนตัวของหัวหน้าพรรคจึงต้องออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาหรือไม่อยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณเอง แต่คิดว่ากลัวติดคุกมากกว่า เพราะถ้าไม่กลัวติดคุกคงจะกลับมานานแล้ว คงไม่เคลื่อนไหวก่อกวนทำลายความเชื่อมั่นประเทศไทยอยู่ที่ต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                นายเทพไทกล่าวว่า ส่วนที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ปล้นอำนาจให้ได้มาซึ่งรัฐบาล ใช้ทหารและศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือนั้น ข้อกล่าวหานี้ไม่เป็นความจริง การตั้งรัฐบาลของประชาธิปัตย์เพราะความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การสนับสนุนของพ.ต.ท.ทักษิณ นักการเมืองเห็นว่าบ้านเมืองไปไม่รอดจำเป็นต้องมาเปลี่ยนขั้ว ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจอย่างอิสระ ไม่มีการบังคับหรือใช้อำนาจใดๆ แทรกแซง การโหวตเลือกนายกฯ ในสภาก็เป็นการโหวตในสภา ที่รัฐธรรมนูญให้เอกสิทธิ์ส.ส.ไว้ โหวตกันโดยเปิดเผย ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายประชานิยมนั้น เป็นแนวทางที่รัฐบาลทั่วโลกใช้กัน แม้จะเหมือนกันในเรื่องที่ประชานิยมได้รับประโยชน์แต่แตกต่างในเรื่องรายละเอียด เพราะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีทุจริตเชิงนโยบาย เชื่อว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลกระตุ้นในระบบเศรษฐกิจถึงมือประชาชนไม่อยู่ในกระเป๋านักการเมือง หรือกลุ่มทุน

อัด พรบ.นิรโทษยิ่งทำให้แตกแยก

                นายเทพไท กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนเรื่องเงินบริจาค ว่า เป็นการโฆษณาเพื่อดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์ พยายามโยงมาเพื่อเอาผิดพรรคให้ได้ พรรคไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และหลังจากนี้ไปคงจะยุติไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ปล่อยให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนไป ยืนยันว่าไม่มีบริจาคให้พรรคแน่นอน แต่หากจะมีก็เป็นเรื่องของตัวบุคคลที่ต้องไปสอบหาข้อเท็จจริง
                นายเทพไทยังกล่าวกรณีพรรคร่วมเห็นด้วยกับการเสนอพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ของพรรค เพื่อไทย ว่า การเสนอพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติเป็นเกมการเมือง โยนเหยื่อให้พรรคร่วมรัฐบาลงับ เพื่อสร้างความแตกต่างทางความคิดของพรรคร่วมรัฐบาล วันนี้รัฐบาลยังเป็นปึกแผ่น ตนยืนยันว่าพรรคร่วมคงไม่ตกเป็นเหยื่ออย่างแน่นอน ท่าทีของรัฐมนตรีบางคนที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังมีความรู้สึกว่าเร็วเกินไปที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็เห็นมีแต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย พูดเพียงคนเดียว นายประจักษ์ และนายบุญจงก็พูดไปอีกแนวหนึ่ง
                "เรื่องนี้แต่ละพรรคยังไม่ตกผลึก ยังเป็นเรื่องที่โยนเข้ามาในวงสังคมให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงที่สุดแล้วหากพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็จะได้รู้ว่าสังคมคิดอย่างไร การทำเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส.ส. ฝ่ายเดียว ต้องเป็นเรื่องขององค์กรภาคประชาชนในสังคมด้วย สังคมได้บทเรียนมาจากการที่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง" นายเทพไทกล่าว
                นายเทพไทกล่าวด้วยว่า วันนี้หากมีใครหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ พรรคการเมืองทุกพรรคคงไม่อยากให้บ้านเมืองไปสู่ทางตัน ยกเว้นพรรคเพื่อไทยที่หมดสิ้นทุกอย่าง ส่วนอดีต 111 คนอาจจะมีบางคนที่สนับสนุนแนวคิดนี้ แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ถ้าเห็นว่าบ้านเมืองเดินหน้าไปได้แล้วก็น่าจะเสียสละผลประโยชน์ของตัวเอง ก็น่าจะเสียสละเพื่อประโยชน์เพื่อประเทศชาติ
                เมื่อถามว่าจะให้ทำประชามติโดยรวมประเด็นการเสนอพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ และการแก้รัฐธรรมนูญ 50 หรือไม่ นายเทพไท กล่าวว่า คงไม่จำเป็น เพราะนายกฯ มีแนวคิดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นมาแล้ว หากทำประชามติก็จะเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ถาวรชี้นักการเมืองโต้โผแก้คนรับไม่ได้

                นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ. เพื่อความปรองดองแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งว่า เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อแก้ปัญหาส่วนตัวของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกลงโทษเพราะทำผิดกฎหมาย การที่มีบางคนบอกว่าขณะนี้เราขาดแคลนนักการเมือง แต่ตนคิดว่าขณะนี้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถยังมีอีกมาก ที่สำคัญไม่ควรให้นักการเมืองซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียแก้ไขกฎหมายเพื่อนักการเมืองกันเอง เพราะจะทำให้ประชาชนรับไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ควรจะรีบร้อน ส่วนตัวเชื่อว่ากฎหมายนี้ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองได้ และเกรงว่าจะยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งทางความคิด
                "ผมมีเพื่อนในพลังประชาชนในพรรคเพื่อไทย และคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองต่างก็เป็นพวกผมเยอะ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประชาชนคงไม่ต้องการที่จะให้พวกผมมาเริ่มต้นตัดสินใจแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นกลับมามีสิทธิในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ควรให้ประชาชน นักวิชาการ ซึ่งมีส่วนได้เสียในการใช้นักการเมืองโดยตรง ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และพวกเรานักการเมืองควรจะเปิดใจกว้างรับฟัง เพื่อหาข้อยุติที่ตกผลึกทางความคิดว่า เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติจริงหรือไม่ จะทำให้การเมืองเดินไปอย่างราบรื่นหรือไม่ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมได้หรือไม่ ผมไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยใจร้อน" นายถาวรกล่าว
                เมื่อถามว่าเสียงขานรับจากนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเสียงแตกหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะก่อนที่จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายกฯ พูดชัดว่าถ้าจะมีการปรับเปลี่ยนกติกาทางการเมือง ต้องเกิดจากการปฏิรูปการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม และการที่บางคนเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวจะทำให้ได้คนดีกลับมาทำงาน ก็ถือเป็นความเห็นหนึ่ง แต่ขอย้ำว่าควรต้องถามประชาชน และขณะนี้ปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำคือปัญหาเศรษฐกิจ


กลาโหมค้าน พรบ.ปรองดองฯ

                พ.อ.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ว่าการออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติ น่าจะไม่ได้ผล เพราะในช่วงที่ผ่านมาเราก็เห็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กองทัพ หรือส่วนอื่นก็ตาม พยายามจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ได้ผล ความแตก แยกของคนในชาติยังมีอยู่ แล้วอยู่ๆจะเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาโดยนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ต้องคดีทางการเมือง โดยนำเรื่องการสร้างความปรองดองของคนในชาติมาเป็นข้ออ้าง มันใช้ไม่ได้ผล
                เมื่อถามว่าจะเป็นชนวนสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ พ.อ.จิตตสักก์กล่าวว่าการนิรโทษกรรมให้กับนักการเมืองที่มีความผิดและโดนตัดสินคดีไปแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ จะทำให้ทุกอย่างไม่จบและก็จะมีปัญหาตามมาเรื่อยๆ เพราะเป็นเงื่อนไขต่างคนต่างรับไม่ได้ จากการติดตามข่าวเห็นว่ากำลังพิจารณากันอยู่ ทางรัฐบาลก็รับปากว่าจะนำเรื่องนี้เข้า ครม. เพราะมีบางคนที่อ้างว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและพยายามที่จะดึงให้รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่น่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ของคนบางกลุ่มมากกว่าของประเทศชาติ ในช่วงเวลานี้ทุกคนก็อยากจะให้เกิดความสมานฉันท์ และอยากให้ยุติบทบาทที่ดำเนินการอยู่นอกสภาแล้วปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง เพราะถ้าทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความ ปรองดองของคนในชาติจริงๆไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.บ.ฉบับใดมาทั้งสิ้น แต่ขอให้ทุกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหว
                พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมและเลนานุการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กล่าวว่าเป็นแผนของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลโดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เพราะว่ามีบุคคลสำคัญในพรรคร่วมรัฐบาลติดคดียุบพรรคอยู่ และบุคคลเหล่านั้นก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆกับพ.ร.บ. ฉบับนี้ ทั้งนี้หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยก็จะทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลทันทีและทำให้ขาดเสถียรภาพ ถือเป็นหมากเพียงตัวหนึ่งหรือเกมของพรรคเพื่อไทย

ประสพสุขขอถก"นิรโทษ"กับชัย

                นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่นักการเมืองเสนอให้ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนกลางในการเสนอร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติว่า ยังบอกไม่ได้ว่าจะรับเป็นคนกลางหรือไม่ เพราะต้องดูรายละเอียดและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ก็ยังไม่ได้รับการประสานจากนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามในวันที่ 16 ก.พ.จะประชุมสหภาพสมัชชารัฐสภาอาเซียน ซึ่งอาจจะหารือกับนายชัยในเรื่องนี้กันนอกรอบ
                เมื่อถามว่ากลัวว่าประธานวุฒิสภาจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์คือนักการเมือง นายประ สพสุขกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงของกฎหมาย
                นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่มีนักการเมืองจะให้เป็นตัวกลางในการเสนอร่างพ.ร.บ. ยังไม่รู้ยังไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เมื่อถามว่ามีนักการเมืองประสานมาหรือยัง นายชัยกล่าวว่ายังไม่ประสานงานมา ส่วนจะคุยกับนายประ สพสุขหรือไม่นั้นก็ไม่ทราบต้องรอดูก่อน

ภูมิใจไทยแนะชะลอยื่น กม.ปรองดองฯ

                นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงกรณีส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของสภาว่า จากการหารือนอกรอบของส.ส.พรรคภูมิใจไทยหลายคนเห็นด้วยในหลักการ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ แต่ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้การดูแล ทั้งนี้การประชุมพรรคภูมิใจไทยวันที่ 17 ก.พ.จะหยิบยกประเด็นร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองมาหารือ แต่แนวโน้มจุดยืนของพรรคเห็นว่าควรชะลอไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นการเมืองให้กับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน
                นายศุภชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากประเด็นร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวคงไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพราะทุกพรรคการเมืองมองเห็นในแนวทางใกล้เคียงกันว่าปัญหาปากท้องประชาชนสำคัญกว่าจึงไม่อยากให้เร่งเกินไป เพราะเกรงว่าจะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

พท.อัดมาร์คล้มเหลวสมานฉันท์
                เวลา 10.45 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีส.ส.ของพรรคเสนอให้ออกพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ว่า เรื่องนี้ส.ส.สามารถยื่นได้เองอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้มติพรรค อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 16 ก.พ.จะประชุมส.ส.ของพรรค ซึ่ง ส.ส.อาจจะนำเรื่องนี้มาหารือกันในที่ประชุม
                นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ความแตกแยกของสังคมในวันนี้เหมือนนักเรียน 2 สถาบันที่ทะเลาะกัน วันนี้ประชาชนไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยก และนายอภิสิทธิ์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เนื่องจากยังไม่ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง รวมทั้งบุกยึดสถานที่ราชการจนได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังแต่งตั้งเครือข่ายเป็นรมว.ต่างประเทศ และแต่งตั้งที่ปรึกษาอีก 2 ท่าน รวมทั้งการโยกย้ายข้าราชการที่เป็นคนใกล้ชิดรัฐบาลหรือกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ได้ดี เมื่อเป็นแบบนี้แล้วความ ปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สำหรับการผลักดันพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาตินั้นแนวโน้มแล้ว ส.ส.ส่วนใหญ่เห็นด้วย วันนี้ก็มีทั้งจากส.ส.ของฝ่ายค้านและส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น เมื่อเป็นประโยชน์รัฐบาลก็ควรทบทวน ซึ่งอาจจะหารือกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้

แจกเอกสารยันพรรคไม่มีแตกแยก

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าวนายพร้อมพงศ์ ให้ทีมงานของพรรคนำเอกสารมาแจกให้กับผู้สื่อข่าว โดยมีใจความว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่พอใจและอึดอัดกับการบริหารของพรรคนั้น ไม่เป็นความจริง ส่วนการเสนอญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่มีส.ส.ของพรรคส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะในระบอบประชาธิปไตย การแสดงความคิดเห็นใดๆ ของส.ส.สามารถแสดงได้อย่างเต็มที่และไม่จำเป็นต้องมีความเห็นที่เหมือนกันเสมอไป พรรคอยู่ในช่วงปรับปรุงโครงสร้างพรรคเพื่อให้เป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริงจึงทำให้เหมือนมีปัญหาบ้าง ยืนยันว่าไม่ใช่ความแตกแยกอย่างแน่นอน
                สำหรับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น จะมีการหารืออีกครั้งในที่ประชุมพรรควันที่ 16 ก.พ. เวลา 14.30 น. ส่วนกรณีที่ส.ส.บางส่วนไม่พอใจการทำหน้าที่ของส.ส.พรรคบางคนที่ชอบเสนอนับองค์ประชุมนั้น ยืนยันว่าเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. ที่ผ่านมาก็มีแกนนำของพรรคคอยกำกับดูแลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัด ส่วน และประธานส.ส.พรรค หรือนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประ ธานวิปฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ยืนยันว่าต่อจากนี้ไป การทำหน้าที่ดังกล่าวจะเป็นทิศทางเดียวกันมากกว่าเดิม

ไพจิตชี้ยื่น"นิรโทษ"ต้องรอเวลา

                นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการประชุมพรรควันที่ 16 ก.พ.นี้ จะสอบถามในที่ประชุมพรรคถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา มีส.ส.ออกมาเสนอความคิดเห็นส่วนตัวในประเด็นต่างๆทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งการออกพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ ทั้งที่ยังไม่ใช่มติของพรรค จนถูกมองว่ามีความขัดแย้งภายในพรรคอยู่ตลอดเวลา จึงอยากแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ให้ที่ประชุมได้ฉุกคิด เนื่องจากมีส.ส.บางคนระบุว่า ส.ส.มีอิสระสามารถยื่นเสนอกฎหมายต่างๆ ได้โดยไม่ต้องขอมติพรรคเห็นชอบ อยากบอกว่าที่ผ่านมาตามประเพณีปฏิบัติ หากจะเสนอร่างกฎหมายที่สำคัญและมีผลกระทบต่อบุคคลหลายฝ่าย ควรจะต้องผ่านเป็นมติพรรคก่อนยื่นเข้าสู่สภาพิจารณา เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ไม่ใช่กระทำตามใจชอบ
                นายไพจิตกล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะยื่นกฎหมายดังกล่าวในขณะที่บ้านเมืองยังไม่มีความเป็นธรรม และมีรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรมเข้ามาบริหารประเทศด้วยความไม่โปร่งใส เพราะถึงแม้จะยื่นเข้าไปก็อาจจะถูกยื้อเวลาหรือตีตกในสภา เพราะเสียงส่วนใหญ่ของส.ส.ในสภาอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยควรจะรอเวลาที่เหมาะสมคือให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชน จากนั้นจึงจะใช้เป็นนโยบายในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง และเมื่อพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นเสียงข้างมาก และสนับสนุนให้ออกกฎหมายดังกล่าว เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้ง และส่งผลให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จึงจะนำมาพิจารณาอีกครั้ง อย่าไปหลงคิดว่าการที่มีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค เช่นพรรคภูมิใจไทยออกมาสนับสนุนแล้วจะไม่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมาบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดว่าเห็นด้วยก็ล้วนแต่ตกเป็นเครื่องมือรัฐบาล ดังนั้นถ้าคิดว่าจะยื่นกฎหมายแล้วได้รับการตอบรับ ต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนและเห็นด้วยมากกว่าที่จะฟังเสียงจากบางกลุ่มหรือบางพรรค ที่เป็นแค่เกมการเมือง ไม่มีความจริงใจ

รองปธ.สภาชี้ รธน.เปิดช่องสส.ขายตัว

                เวลา 14.00 น. ที่เดอะกรีนเนอรี่รีสอร์ท เขาใหญ่ สภาผู้เสวนาเรื่อง "บทบาทของฝ่ายนิติ บัญญัติกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง" โดยนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งกล่าวว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมาแม้จะมีความขัดแย้ง แต่ก็คลายปมผ่านไปได้ ไม่ร้าวลึกเช่นในปัจจุบัน แต่ขณะนี้กลายเป็นว่ากติกาไม่ได้รับการยอมรับ มีการใช้นอกกติกา ทั้งที่ที่ผ่านมาสังคมไทยอยู่ด้วยความสมาน ฉันท์ ไม่ยืดเยื้อแบบวันนี้ ที่สังคมมีแต่ความคิดที่แตกแยก แนวคิดทางการเมืองไม่ตรงกันนี้น่าเป็นห่วง
                "รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งเสริมให้ทุกพรรคเลี้ยงงูเห่า หรือไม่โหวตแต่ละครั้งก็ไม่ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำแล้ว แต่ไปเปิดท้ายรถแล้วจะมีคนเอากระเป๋าไปใส่ท้ายรถให้ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสภาก็น่าหนักใจ เวลาประชุมแต่ละครั้งก็คุมอารมณ์ไม่อยู่ ทำให้เกิดประท้วงกันมากในหมู่ของคนที่คิดว่าจะเอาชนะคะคานหาเรื่องไม่เป็นเรื่อง" นายสามารถกล่าว

เชื่อวิปรัฐบาลดองยาว พ.ร.บ.นิรโทษ

                นายสามารถกล่าวด้วยว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ปรึกษากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และได้เสนอไปว่าต่อไปก่อนจะประชุมสภาทุกครั้งให้ทำอย่างต่างประเทศคือ ให้แต่ละพรรคไปสรุปประเด็นในการอภิปรายว่าจะอภิปรายเรื่องใด โดยให้ยกเป็นมติพรรคขึ้นมา และเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาอภิปรายแต่ละเรื่องแค่ 1-2 คนก็พอ ซึ่งกรณีนี้จะทำให้มีการอภิปรายรวบรัดสรุปประเด็น เป็นประโยชน์ไม่ยืดเยื้อหรือใส่อารมณ์อย่างปัจจุบัน
                นายสามารถยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติว่า ยืนยันได้ว่าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวส.ส. ในพรรคเพื่อไทยทั้งหมดยังไม่มีใครเห็นและเรื่องนี้ก็ยังไม่ประชุมกัน อาจเป็นเพียงความคิดริเริ่มของส.ส.ภายในพรรคบางคนที่มีเจตนามาพูดในที่สาธารณะ จึงเกิดประเด็นขึ้น ทั้งนี้ในวันที่ 16 ก.พ.นี้ในการประชุมพรรคเพื่อไทยก็จะนำประเด็นดังกล่าวมาพูดคุยในที่ประชุมเพื่อประเมินความเป็นไปได้ต่อไป แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าหากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่สภาจริงคงไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณา เพราะวิปรัฐบาลคงจะไม่หยิบยกมาแน่นอน แม้ฝ่ายค้านจะเสนอแต่ก็จะค้างไว้ในระเบียบวาระการประชุมเท่านั้น และการเสนอร่างพ.ร.บ.นี้จะมีแต่ความขัดแย้ง เพราะดูท่าทีจากพันธมิตรประชาชนฯที่เตรียมเคลื่อนไหวใหญ่ในประเด็นนี้และจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ตามที่ต้องการ ซึ่งส่วนตัวแล้วเห็นว่าความขัดแย้งจะแก้ไขได้ต้องมีคนกลางที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงยอมรับมาไกล่เกลี่ย เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายยอมถอยกันคนละก้าว

อภิวันท์โยนละครน้ำเน่าทำสังคมเน่า

                พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง กล่าวว่าสังคมไทยเป็นสังคมข่าวลือ ปล่อยให้มีการกล่าวหากันอย่างเลื่อนลอย ไร้เหตุผล ตราบใดที่สังคมไทยยังดูละครน้ำเน่า ดูตลกลามกอนาจาร สังคมไทยปรับได้ยาก สังคมไทยเป็นสังคมตามผู้นำ ยิ่งผู้นำใดมีอำนาจมาก ความขัดแย้งก็สูง เช่น ผู้นำอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นอกจากนี้แนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ตั้งต้นไว้ว่านักการเมืองเลว ซึ่งมีการซื้อตัวส.ส. 20-30 ล้านบาท ต่อไปการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเรื่องที่สำคัญแต่ละครั้งก็ต้องวิ่งไปเข้าห้องน้ำ อีกครั้งเหมือน 30 ปีที่ผ่านมา การเมืองแบบนี้ทำลายการเมือง
                พ.อ.อภิวันท์กล่าวถึงการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาที่ไม่เข้มข้นเหมือนในอดีตว่า กรณีนี้เห็นได้จากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบ ประมาณ 2552 ที่ประธานคณะกรรมาธิการเป็นฝ่ายรัฐมนตรี ซึ่งมีอิทธิพลต่อการจัดสรรเป็นอย่างมาก ซึ่งกรณีนี้ก็ได้เคยแนะนำไปยังสภาว่าให้ปรับเปลี่ยนเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะไม่ให้ประธานเป็นคนของฝ่ายรัฐบาลเหมือนกับต่างประเทศ แต่เชื่อว่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันในขณะนี้ แต่คงต้องใช้เวลา

ติงกองทัพปรับแนวคิดสลายเสื้อแดง

                พ.อ.อภิวันท์กล่าวด้วยว่า จนถึงวันนี้การจัดประชุมระหว่างประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านนั้นยังจำเป็นที่ต้องมีการประชุมเพื่อหารือกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ เมื่อใดที่เสื้อเหลืองกอดคอกับเสื้อแดงอย่างจริงใจปัญหาก็จะแก้ได้ แต่ตอนนี้คนมีอำนาจมากกว่าแต่รังแกคนที่มีอำนาจน้อยกว่าทำให้มีการพัฒนาการต่อสู้จนกว่าจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยอมแพ้ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องไม่มีคนชนะ หรือผู้แพ้ ทั้งสองฝ่ายต้องเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ ขณะนี้มีการดึงสถาบันเข้ามาใช้เพื่อประโยชน์กับตัวเอง เพื่อหวังทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง ทั้งที่คนที่พูดก็รู้อยู่ว่าไม่เป็นความจริง ตนยอมไม่ได้ เพราะฉะนั้นกองทัพต้องทำเป็นตัวอย่าง หากเห็นว่ามีการหมิ่นสถาบันก็ต้องเข้าไปจัดการ ตักเตือน ไม่ใช่เข้าไปทำเอง
                "ตอนนี้มีการพูดถึงงบลับ หน่วยงานราชการทหารได้ส่งคนเข้าไปทุกหมู่บ้าน เพื่อเข้าไปล้างสมองกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะคิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่จงรักภักดี เป็นแนวคิดที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จะทำให้กลายเป็นสงครามประชาชนทั้ง 76 จังหวัดแล้วอะไรจะเกิดขึ้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อต้องการอำนาจทางการเมืองเท่านั้น ผมไม่ได้โทษน้องๆในกองทัพ แต่อยากให้เปลี่ยนแนวคิดนี้ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แก้ไขปัญหาไป 30-40 ปีก็ไม่จบ" พ.อ.อภิวันท์กล่าว

หนั่นเรียกร้องแม้วเลิกโฟนอิน

                พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐ มนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย พัฒนา ยืนยันว่าไม่รู้สึกกังวลหรือเป็นห่วงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจากการประเมินการทำงานของรัฐบาลเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นความบกพร่อง และยังไม่ทราบว่าประเด็นอะไรบ้างที่ฝ่ายค้านจะอภิปราย
                เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอาจหยิบยกประเด็นข่าวการบริจาคเงิน 250 ล้านบาทให้พรรคประชาธิปัตย์มาอภิปราย พล.ต.สนั่นกล่าวว่าเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์จะชี้แจง เท่าที่ทราบรัฐธรรม นูญปี 2540 ก็ไม่ได้กำหนดเพดานการบริจาค จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหา ทั้งนี้ ยืนยันว่าการทำงานในพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาหรือขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อยากให้รัฐบาลตระ หนักในเรื่องการเข้าร่วมประชุม อย่าให้เสียงปริ่มน้ำ ควรเอางานมาทำที่สภา อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้ขอเอาไว้
                พล.ต.สนั่นยังกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณว่า อย่าโฟนอินปลุกกระแสและขอให้กลับมาต่อสู้คดี เพราะเห็นว่าการโฟนอินกับกลุ่มคนเสื้อแดงจะยิ่งทำให้ปัญหาไม่จบ และยอมรับว่าเป็นห่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 24 ก.พ.อาจจะมากันจำนวนมาก แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ขณะเดียวกัน อยากขอร้องกลุ่มคนเสื้อแดงให้ใช้เหตุผล อย่าบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ
                "อยากฝากอดีตนายกฯทักษิณว่า มีอะไรน่าจะทำความเข้าใจกัน หรือท่านอยากจะกลับมาเมืองไทยก็กลับมาได้เลย ถ้าไปเติมเชื้อเพลิงอย่างนี้บ่อยๆ จะทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ฉะนั้น ท่านจะกลับวันนี้ พรุ่งนี้ ก็มาได้เลย มาต่อสู้คดีในประ เทศไทยตามตัวบทกฎหมาย" พล.ต.สนั่นกล่าว และว่าการที่รัฐบาลได้เตรียมทหารและแก๊สน้ำตาไว้รับมือนั้น ถือเป็นหลักการที่ต้องเตรียมพร้อมในการรักษาสถานที่สำคัญ โดยตำรวจได้ขอทหารมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

ผวจ.อุดรฯ ขอบคุณ
2กลุ่มชุมนุมสงบ
                นายอำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรธานี เดินทางไปตรวจสอบความเรียบร้อยของสวนสาธารณะหนองประจักษ์ฯ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้เป็นสถานที่จัดการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยการ์ดของพันธมิตรฯชุดสุดท้ายเดินทาง ออกไปจากสวนสาธารณะในเวลา 09.30 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทำความสะอาดของเทศบาลนครอุดรฯ กำลังทำความสะอาดบริเวณ และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจและเก็บกู้ระเบิด ทั้งของ มทบ.24 กองบิน 23 และตชด. 24 ได้ใช้อุปกรณ์ตรวจสอบระเบิด และนำหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดมาตรวจสอบพื้นที่อยู่ โดยเจ้าหน้าที่พบท่อนเหล็กแป๊บกลมที่ตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 2 ฟุต ที่ปลายด้านหนึ่งเจาะรูร้อยเชือกทำเป็นห่วงคล้องมือ อยู่ในถุงปุ๋ยประมาณ 10 ท่อน และถุงสารเคมียูเรีย 1 ถุงปุ๋ยซุกอยู่ในห้องน้ำ จึงเก็บไปเป็นหลักฐานและตรวจสอบที่ สภ.เมืองอุดร
                นายอำนาจได้โทรศัพท์ไปยังสถานีวิทยุ อสมท อุดรฯ สถานีวิทยุ 1 ปณ.สถานีวิทยุ สวท.อุดรฯ และให้สถานีวิทยุชุมชนได้ลิงก์สาย แจ้งถึงสถาน การณ์ทั้งหมด และขอบคุณชาวอุดรธานี รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง ที่ชุมนุมกันอย่างสงบทำให้ภาพลักษณ์ของอุดรฯดีขึ้น รวมทั้งนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ ที่รักษาสัญญาไว้ว่าจะคุมคนไว้เฉพาะในพื้นที่ที่ตั้ง รวมทั้งส.ส.อุดรธานีทุกคนขณะที่นำขบวนคนเสื้อแดงให้หลีกเลี่ยงการปะทะกับคนเสื้อเหลือง


                วันเดียวกัน เวลา 09.30 น. พ.ต.ท.พรหม มินทร์ ภูมิภักดิ์ สารวัตรเวรสภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งจากน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตส.ว. สายเอ็นจีโอ จ.อุบลราชธานี มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้สีน้ำมันสาดประตูเหล็กหน้าคลินิกตั้งอยู่เลขที่ 353 ถ.สรรพสิทธิ์ ต.ในเมือง อ.เมือง เมื่อไปตรวจสอบพบมีสีเปรอะเปื้อนประตูเหล็กชนิดรูดเก็บจากล่างขึ้นบน และสียังไหลเปื้อนพื้นฟุตปาธทางเท้าหน้าคลินิก รวมทั้งมีเศษสีบาง ส่วนกระเด็นเข้าไปถูกเคาน์เตอร์ใช้เก็บประวัติคนไข้ รวมทั้งถูกกล่องใส่ยาและเครื่องประดับบนเคาน์เตอร์ได้รับความเสียหาย ส่วนที่พื้นด้านทิศตะวันตกยังพบรอยเท้าที่คาดว่าเป็นของคนร้ายเดินย่ำคราบสีใช้หลบหนีหลังก่อเหตุ
                จากการสอบถามพนักงานร้านอาหารที่ตั้งอยู่คนละฝั่งถนนกับคลินิกของ น.พ.นิรันดร์ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.คืนที่ผ่านมา เห็นคนร้ายเป็นชายเดินถือกระป๋องน้ำขนาดไม่ใหญ่มากนัก แล้วสาดสิ่งที่อยู่ในกระป๋องใส่ประตู จากนั้นก็เดินหนีไป ซึ่งพยานที่เห็นเหตุการณ์ไม่ได้สงสัยอะไร กระทั่งเช้าจึงทราบว่ามีการสาดสีใส่คลินิกดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกรับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน
                น.พ.นิรันดร์กล่าวถึงสาเหตุที่คนร้ายสาดสีน้ำ มันใส่คลินิกครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแน่นอน เพราะไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใคร เมื่อพ้นหน้าที่สมา ชิกวุฒิสภาก็กลับมาทำหน้าที่แพทย์รักษาคนไข้ และทำงานร่วมกับภาคประชาชนในพื้นที่ เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมีประเด็นจากปัญหาการเมืองที่กำลังมีการแบ่งฝ่ายกันอยู่เวลานี้ เพราะช่วงที่เป็นส.ว.ปี 2549 ก็ขึ้นเวทีสนับสนุนการเคลื่อน ไหวของพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่การชุมนุมล่าสุดไม่ได้ไปร่วมเคลื่อนไหว แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามปล่อยข่าวโจมตีเรื่อยมา ขอฝากไปถึงคนที่ทำว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับใคร คนทำก็ต้องเสียเงินซื้อสี ส่วนตนก็ต้องมาล้างทำความสะอาด หากไม่พอใจเรื่องใดควรใช้วิธีพูดจาทำความเข้าใจจะดีกว่าใช้วิธีการแบบนี้

ดีเอสไอแจงเหตุทำคดี
250 ล้าน
                พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะโฆษกกรมสอบ สวนคดีพิเศษ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวพาดพิงว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่งบริจาคเงิน 250 ล้านบาท ผ่านบริษัทเอกชน และระบุว่าคดีดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าเมื่อเดือนพ.ค. 2551 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้กล่าวโทษว่า บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทในกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จ่ายเงินออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด พร้อมนำหลักฐานมามอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ ต่อมาคณะทำงานได้รายงานข้อเท็จจริงให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทราบ จึงได้มีการตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมารับผิดชอบเรื่องดังกล่าว
                "ขอเรียนว่าการกระทำความผิดตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ เป็นความผิดที่กำหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใดก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการกรณีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์กระทำผิดมาแล้วกว่า 20 คดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นคดีอื่นๆ ด้วยความเป็นกลาง โดยยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ได้มองว่ามีผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่กรมได้ดำเนินการกับคดีอื่นๆ เช่น คดีการทุจริตการจัดซื้อรถ เรือดับเพลิงของกทม. หรือแม้กระทั่งคดีความผิดบ้านเอื้ออาทรที่มีการกล่าวหานักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเดิม" พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าว

ยันเป็นกลางไม่มีอิงการเมือง

                พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการดำเนินการ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้พ.ต.อ. สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้กำกับดูแล โดยแต่งตั้งรองอธิบดี อัยการ สำนักงานฝ่ายคดีเศรษฐกิจ อัยการสูงสุดเข้ามาสอบสวนร่วม และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษา เช่น ก.ล.ต. กกต. ป.ป.ช. กรมสรรพากร เป็นที่ปรึก ษาเหมือนเช่นทุกคดีที่มีความสำคัญ ส่วนที่มีข่าวว่าอาจจะนำข้อมูลทางคดีไปให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดนั้น ยืนยันว่าการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีมาตรฐานการทำงาน มีคุณธรรม และจริย ธรรม ในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ไม่ต้อง การไปอิงฝ่ายการเมืองกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด
                "และการดำเนินคดีที่ผ่านมาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และบุคคลในคณะรัฐบาลเองก็ไม่เคยเข้ามาสอบถามหรือแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด โดยปล่อยให้เป็นเรื่องการค้นหาความจริงของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามกฎ หมาย" พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าว

"สุรชัย"เย้ย พธม.ชุมนุมกลัวเหี่ยว
                วันเดียวกันนี้ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสร หรือนายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ เดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกับกลุ่มเสื้อแดงชมรมฮักลำปาง 51 ที่ลานค้าตลาดคลองถม บ้านท่าผา อ.เกาะคา จ.ลำปาง โดยกล่าวถึงสถานการณ์ความแตกแยกแบ่งฝ่ายชัดเจน ทั้งทางประชาชน และพรรคการเมืองที่เกิดขึ้น เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับกลุ่มทุนเก่าอนุรักษนิยม เบื้องหลังของการขัดแย้งไม่ใช่กลุ่มโลกาภิวัตน์ แต่เป็นความขัดแย้งของกลุ่มอนุรักษนิยม การแก้ไขต้องแก้ที่เบื้องหลังของความขัดแย้ง จึงได้มาพูดคุยให้ชาวลำปางได้เข้าใจและรู้ปัญหาที่แท้จริง ถ้าไม่รู้ปัญหาที่แท้จริงจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้
                นายสุรชัยยังกล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรฯที่มีการเคลื่อนไหวที่จ.อุดรธานี ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อไม่มีกิจกรรมก็กลัวว่าตัวเองจะเหี่ยว และถ้าไม่ซ้อมอยู่ตลอดเวลากลุ่มคนก็จะจางหายไป ซึ่งการแสดงพลังเช่นนี้ทางรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เห็นด้วย
                สำหรับการชุมนุมเวทีปราศรัยของกลุ่มเสื้อแดงลำปางในครั้งนี้ พ.ต.อ.สุวัฒน์ สิทธิพรหม ผกก. สภ.เกาะคา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ประมาณ 50 นาย เข้าดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร เนื่องจากสถานที่จัดงานติดอยู่กับถนน ซึ่งการชุมนุมได้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยในครั้งต่อไปทางกลุ่มเสื้อแดงจะไปจัดเวทีสัญจรที่สนามกีฬา 700 ปี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 21 ก.พ.นี้

จาก

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOREUyTURJMU1nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09TMHdNaTB4Tmc9PQ==


สาดสีใส่คลินิกหมอนิรันดร์

07 ธ.ค. 2019 11:33น.

Aseansummit, Powered by Joomla!; free resources by SG web hosting